๑۩۞۩๑ TaaN ๑۩۞۩...'s profile๑۩۞۩๑ TaaN ๑۩۞۩๑PhotosBlogLists Tools Help

Blog


    January 03

    สายลม

    ศิลปินในดวงใจอีกคนหนึ่งที่ชอบมากๆเลย ก็คือ พี่เจนนิเฟอร์ คิ้ม ( พี่เค้าร้องเพลงได้ไพเราะมากๆ ยิ้มแฉ่ง )
     
    เพลงล่าสุดที่พี่เค้าร้องเป็นเพลงประกอบละครเรื่องอะไรไม่รู้ แล้วเพลงนี้มันก็ไปรวมอยู่ในอัลบัมชื่ออไรก็ไม่รู้
     
    ประมาณว่ามีหลายๆศิลปินอยู่ในอัลบัมเดียวกันอะ เพลงนี้เป็นของ rs นะ ( พี่เค้าเป็นศิลปินอิสระ ร้องกับใครก็ได้ )
     
    ...
     
    ..
     
    .
     
    เพลงสายลม - เจนนิเฟอร์ คิ้ม
     
     

    ไม่รู้ว่านานเท่าไร ที่ฉันและเธอห่างไกลตั้งแต่วันนั้น

    อยากขอแค่เพียงสักวัน ให้เราได้มาพบกันเหมือนวันเก่า

    *แม้ไม่อาจเป็นดั่งใจที่ต้องการ เราต่างรู้

    คงไม่นานเกินเฝ้ารอ จะจำไว้เสมอ

    เมื่อใดที่สายลมพัด ดั่งมีความรักมาช่วยปลอบความเหงาใจ

    **ไม่ว่าตัวเธออยู่ไหน ลมจะเป็นเหมือนใจที่ห่วงใยกัน

    เพราะรักแท้ก็เหมือนลมที่โอบกอดฉัน

    แม้มองไม่เห็นแต่ฉันรู้สึกถึงเธอ…

    แค่นึกว่าได้เจอกัน หรือว่าพบในฝัน ฉันก็สุขใจเหลือเกิน

    ไม่รู้ว่าตอนนี้เธอ…จะเป็นแบบเดิมและคิดถึงกันหรือเปล่า

    ซ้ำ *,**

    ลมจะพัดมาจากทิศใดก็ตาม

    สายลมเป็นดั่งเป็นสายใยเชื่อมใจเราไว้ไม่ขาด

    ให้เราผูกพันแม้ต้องห่างกัน…

    ซ้ำ **

    แม้มองไม่เห็นแต่สัมผัสได้เสมอ…

     

     

    December 07

    เพลงถ้าโลกนี้ไม่มี

    เพลงนี้เพราะดี ได้ฟังมานานแล้วแต่ไม่รู้ชื่อเพลง คราวนี้ทราบแล้วเลยเอาเนื้อเพลงมาลงซะเลย อิอิ
     
    ถ้าในโลกนี้ไม่มี
    ศิลปิน : เบล สุรพล (วงพาย)
    เพลง ถ้าโลกนี้ไม่มี
    ศิลปิน เบล สุรพล (วงพาย)
    อัลบั้ม DIY by Narongvit
    
    ถ้าในโลกนี้ไม่มี ... สิ่งเตือนความจำให้คิดถึงอดีต
    ไม่มีเพลงให้ได้ยิน ... ไม่มีรูปของสองเราสักใบ ... ให้เห็นยามห่างไกล
    
    * ทุกเรื่องราว ที่เกิดกับสองเรา ทุกนาที ไม่ว่าจะดีร้าย
       จะไม่เลือนหายไป ... ตามวันและเวลา
    
    ** ฉันจะเก็บความทรงจำ ... ไว้ในลมหายใจ ...ที่มีอยู่ จะดูแลให้ดี
    ไม่ต้องมีของ ... เพื่อเตือนความทรงจำ ... เพราะมันไม่สำคัญ
    มากไปกว่าเก็บไว้ในลมหายใจตลอดไป ...
    
    ถ้าโลกนี้ไม่มีกระดาษให้ฉันเขียน ... เพื่อบันทึกอดีต
    ไม่เคยได้ข้อความอีก ... ไม่ผ่านไปที่สองเราเจอะกัน ... ให้นึกถึงวันนั้น 
    ซ้ำ *,**
    solo
    ไม่ต้องมีของ ... เพื่อเตือนความทรงจำ ... เพราะมันไม่สำคัญ
    มากไปกว่าเก็บไว้ในลมหายใจตลอดไป ...
    
    ฉันจะเก็บความทรงจำ ... ไว้ในลมหายใจ ...ที่มีอยู่ จะดูแลให้ดี
    ไม่ต้องมีของ ... เพื่อเตือนความทรงจำ ... เพราะมันไม่สำคัญ
    มากไปกว่าเก็บไว้ในลมหายใจตลอดไป ...
    
    outro 
    ตลอดไป....................................
    
     
     
     
    September 19

    เซ็งโว้ยยยยย!!

     
     
    ไปทำงานที่เนปาลมาเป็นเดือนแล้ว
     
     
    ยังขี้เกียจอัพสเปซอยู่เลย แย่จริงโว้ย!!! Crying 
     
     
    เดี๋ยวหายขี้เกียจเมื่อไหร่จะมาอัพนะจ๊ะห์ Tongue out
    April 17

    แดดร้อน ลมแรง ความรักก็ไม่มา T^T

     
    ตอนนี้กรุงเทพฯร้อนมากๆ ร้อนจนแตนงุงิ -.-" เป็นหมาบ้า
     
    แถมงานก็เยอะด้วย ร้อนไปหมดทั้งกายและใจ ช่วงนี้ใครมากวนใจอาจมีโดนด่าเละ
     
    แต่ก็มีเพลงเพราะที่ชอบนะ ( ไม่เกี่ยวกับหน้าร้อน ) ---> ไม่มีเพลงให้ฟังด้วย
     
     
     
    ~
     
     
     
     
    ~
     
     
     
     
     
     

    จู บ  ( k i s s )         -  J e t s e t ' e r



    นั่ ง อ ยู่ ต ร ง นี้ ข้ า ง ก า ย ฉั น ก็ มี เ ธ อ อ ยู่


    ก็ ล อ ง ม า คิ ด ดู   เ ร า นั้ น โ ช ค  ดี ก ว่ าใ ค ร



    * เ พ ร า ะมี เ ธ อ ค นนี้ เ ป็ น ที่ รั ก


    แ ล ะ ฉั น ไ ม่ ไ ด้ ฝั น ไ ป  ข อ ใ ห้ ล ม ช่ ว ย พั ด พ า หั ว ใ จ

    ส อ ง เ ร า ใ ห้ ล อ ย ไ ป    ใ น คื น นี้  โ อ้  โ อ

    ** O h  b a b y   ฉั น รั ก เ ธ อ เ ท่ า นั้ น


    ใ ต้ แ ส ง จั น ท ร์ มี เ พี ย ง เ ร า ส อ ง


    นั่ ง ม อ ง แ ส ง ด า ว ที่ พ รั่ ง พ ร า ว


    บ น ฟ้ า ไ ก ล ไ ป ด้ ว ย กั น


    เ ป รี ย บ ดั่ ง ค ว า ม ฝั น ใ น เ ว ล า นี้


    เ มื่ อ ฉั น มี เ ธ อ อ ยู่ แ น บ ชิ ด ก า ย


    ด้ ว ย ส าย ต า แ ล ะ สั ม ผั ส ด้ ว ย รั ก ที่ เ ร า มี ใ ห้ กั น

     
    โ อ้ ฉั น จ ะจู บ เ ธ อ

    ไ ม่ อ า จ จ ะ ฝื น ค ว า ม ส ว ย ข อ ง เ ธ อ ไ ด้  b a b y


    ต้ อ ง ย อ ม รั บ อี ก ซั ก ที   ว่ า เ ร า โ ช ค ดี ก ว่ า ใ ค ร



    O h   b a b y , O h  b a b y ,  O h  b a b y

     
    โ อ้  โ อ  ฉั น จ ะ จู บ เ ธ อ

    O h  b a b y , O h  b a b y , O h  b a b y


    โ อ้  โ อ  ฉั น จ ะ จู บ เ ธ อ

     

    .

    .

     http://musicstation.kapook.com/newmusicstation/play.php?id=6700

     

    April 10

    F0nt.com Meeting 3 @Dreamworld Again!!

     
     
     
     
    วันนี้เพิ่งด้มีโอกาสเอารูปจากงานมีตติ้งมาลงในสเปซ เป็นความทรงจำที่ดีจริงๆ
     
    ยังไงก็ขอคุณภาพของทุกๆคนไม่ว่าจะเป็น แอน , พี่โอ้เอ้ , เอ , เฮียโก้ , ลุงบั๊กส์ , ลุงแอ๊ะ
     
    เจ๊ปุก , หมี และหมีเล็ก , น้องเต่า และคนอื่นๆที่ไม่ได้กล่าวมาด้วย
     
    .
    .
     
    ยังไงก็
     
    .
    .
     
    " ขอบคุณที่ได้รู้จักกัน "
    March 19

    F0nt.com meeting 3 @ Dreamworld

    วันเสาร์ ที่ 10  มีนาคม 2550
     
    ปีนี้เป็นปีที่ 2 แล้วที่ได้ไปมีตติ้งกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ชาวฟอนต์ดอทคอม
     
    ( ไม่นับรวมที่เราไปกินหมูกระทะ , งานแฟต แล้วก็มีติ้ง wii )
     
    โดยครั้งแรกที่แตนไป เค้าจัดเป็นครั้งที่ 2 ก็ไปที่สวนสัตว์ดุสิต งานนั้นสนุกมาก
     
    แถมฝนตกด้วย เรียกว่าเหนื่อย + ร้อน แล้วก็เปียกด้วย
     
    ส่วนครั้งที่ 2 ที่ไปนั้น พวกเราไปดรีมเวิลล์กัน ครั้งนี้สมาชิกเยอะกว่าปีที่แล้วเยอะมาก
     
    แต่ละคนก็สนุกสนาน แล้วก็มีความเป็นมิตรทุกคน  งานวันนั้นโคตรสนุกเลย
     
    ตลกด้วย โดยเฉพาะช่วงแจกของรางวัล ทุกคนแถกันสุดๆ
     
    เพราะกติตาก็คือให้เอาของที่มีความเกี่ยวข้อง กับเลข 3 มา ฮา...มากๆ
     
    ถึงตอนนี้แตนคิดว่า "กูโคตรโชคดีเลยที่ได้รู้จักคนกลุ่มนี้ "
     
    คิดดูนะ คนเราจะมีซักกี่คนที่จะได้เจอคนดีๆในสังคมอินเตอร์เนตสมัยนี้
     
    ที่แม่งมีทั้งโกหก หลอกลวง ไม่รู้จักประวัติ ไม่เคยเห็นหน้า ค่าตากันเลย
     
    แต่ที่นี่ ... ตรงกันข้ามทั้งหมด
     
    ทุกคนที่อยู่ในฟอนต์นั้น ต่างรู้จักประวัติกัน , เห็นหน้าค่าตากัน
     
    พูดคุยกันอย่างคนมีการศึกษาเค้าคุยกัน ( แม้จะมีบางคนที่แตกแถวไปบ้าง )
     
    อ้อ ... แล้วคนที่นี่นะ แต่ละคนเทพทั้งนั้น คือมีความสามารถกันจริงๆ
     
    ไม่มีหลอกลวงเลย
     
    กูโคตรมีความสุขเลย ที่ได้รู้จักคนที่นี่
     
                       
     
     
     
     
     
    February 25

    อาทิตย์ละเพลง : เธอคือใคร ( กันจ๊ะ T^T )

    ช่วงนี้รู้สึกว่าตัวเองมีสภาพจิตใจที่ ... 
     
    เราสัญญาว่าเราจะปรับสภาพจิตใจของตัวเองให้ดีเหมือนเดิม
     
    พี่มิคเขียนไว้ในสคริปรายการบางกอกรามา ที่จะออกก่อนวันวาเลนไทน์เอาไว้ว่า
     
    " ความรักก็เหมือนผีเสื้อยิ่งวิ่งไล่ตามมันเท่าไหร่ มันก็ยิ่งบินจากเราไป "
     
    ซึ่งแตนก็คิดว่ามันจริง ความรักเป็นเรื่องที่บังคับกันไม่ได้ ไม่มีใครบังคับใครให้รักกันได้ ยกเว้นว่าเค้าจะรักกันเอง
     
    สำหรับแตนก็คิดอย่างที่ข้างบนว่าไว้ แต่ถ้า " เมื่อความรักมันมา เราก็ต้องคว้าไว้สินะ เพราะบางที่มันอาจจะมาเป็นครั้งสุดท้ายก็ได้ "
     
    หลายคนบอกว่าแล้วคนไหนที่ใช่สำหรับเรา แตนเองก็ไม่ทราบหรอกว่าจะเป็นคนไหน แต่แตนรู้ว่า เราต้องรู้จักที่จะเรียนรู้คนอื่นบ้าง
     
    เข้าใจความต้องการของตัวเองและคนรอบข้าง  รู้จักทำให้คนอื่นมีความสุขบ้างไม่ใช่นึกถึงแต่ตัวเองจนมากจนเกินไป
     
    ที่สำคัญก็คือ " รัก = การให้อภัย และไว้เนื้อเชื่อใจ "
     
    เพราะบางทีคนที่คิดว่าใช่อาจจะไม่ใช่ แต่คนที่คิดว่าไม่ใช่อาจจะใช่ก็ได้ ... ใครจะรู้
     
    แล้วเธอละ ... เธอคือใคร?
     
     
     
     
    ช่ ว ง ชี วิ ต ที่ เ ค ย รั ก ใ ค ร   ไ ม่ เ ค ย ล้ อ เ ล่ น กั บ หั ว ใ จ 
     
    แ ต่ ว่ า ทุ ก ค น   เ ข้ า ม า ค บ กั น   ไ ม่ น า น เ ข า ก็ ไ ป
     
    แ ต่ ล ะ ค รั้ ง ก็ ค อ ย ทุ่ ม เ ท   แ ต่ สุ ด ท้ า ย ก็ ยั ง เ สี ย ใ จ

    เ จ็ บ จ น คุ้ น เ ค ย   แ ต่ ไ ม่ ช อ บเ ล ย   ที่ ต้ อ ง ไ ม่ เ ห ลื อ ใ ค ร
     

    ดั่ ง ฟ้ า   จ ะ แ ค่ เ พี ย ง ต้ อ ง ก า ร แ ก ล้ ง กั น
     
    ใ ห้ ฉั น   ต้ อ ง พ บ เ จ อ แ ต่ ค ว า ม เ จ็ บ ช้ำ ใ จ

    จ น ไ ม่ รู้ ว่ า   รั ก แ ท้ ห น้ า ต า เ ป็ น เ ช่ น ไ ร
     
    ก็ ยั ง ไ ม่ พ บ เ จ อ ใ ค ร   ที่ รั ก กั น จ ริ ง สั ก ที
     

    จ ะ มี ไ ห ม สั ก ค น   ม า เ ป ลี่ ย น ชี วิ ต ข อ ง ฉั น   เ ธ อ คื อ ใ ค ร
     
    ที่ จ ะ รั ก จ ริ ง   ไ ม่ ท อ ด ทิ้ ง กั น   อ ย า ก จ ะ รู้

    จ ะ มี ไ ห ม สั ก ใ จ   จ ะ ไ ด้ เ จ อ เ ธ อ   อ ย า ก รู้ เ ธ อ คื อ ใ ค ร
      
    ที่ จ ะ เ ป็ น รั ก สุ ด ท้ า ย   ข อ ง ฉั น จ ริ ง ๆ   สั ก ที
     

    อ ย า ก จ ะ พ บ สั ก ค น ที่ เ ข้ า ใ จ   ไ ม่ ต้ อ ง พ ร้ อ ม ต้ อ ง ดี ม า ก ม า ย
     
    อ า จ จ ะ เถี ย ง กั น   อ า จ ท ะ เ ล า ะ กั น   เ ข า ยั ง ไ ม่ ไ ป ไ ห น
     
    อ ย า ก จ ะ พ บ สั ก ใ จ ที่ เ ข้ า กั น   อ ยู่ กั บ ฉั น รั ก กั น เ รื่ อ ย ไ ป
     
    อ ย่ า แ ค่ แ ว ะ ม า   ฝ า ก แ ค่ น้ำ ต า   ใ ห้ ค้ า ง ค า ใ น หั ว ใ จ
     

    ดั่ ง ฟ้ า   จ ะ แ ค่ เ พี ย ง ต้ อ ง ก า ร แ ก ล้ ง กั น
     
    ใ ห้ ฉั น   ต้ อ ง พ บ เ จ อ แ ต่ ค ว า ม เ จ็ บ ช้ำ ใ จ
     
    จ น ไ ม่ รู้ ว่ า   รั ก แ ท้ ห น้ า ต า เ ป็ น  เ ช่ น ไ ร
     
    ก็ ยั ง ไ ม่ พ บ เ จ อ ใ ค ร   ที่ รั ก กั น จ ริ ง สั ก ที

    จ ะ มี ไ ห ม สั ก ค น   ม า เ ป ลี่ ย น ชี วิ ต ข อ ง ฉั น   เ ธ อ คื อ ใ ค ร
     
    ที่ จ ะ รั ก จ ริ ง   ไ ม่ ท อ ด ทิ้ ง กั น   อ ย า ก จ ะ รู้
     
    จ ะ มี ไ ห ม สั ก ใ จ   จ ะ ไ ด้ เ จ อ เ ธ อ   อ ย า ก รู้ เ ธ อ คื อ ใ ค ร
     
    ที่ จ ะ เ ป็ น รั ก สุ ด ท้ า ย   ข อ ง ฉั น จ ริ ง ๆ  สั ก ที


    ไ ม่ รู้ จ ะ เ จ อ เ มื่ อ ไ ห ร่   ก็ เ ฝ้ า แ ต่ ถ า ม   ก็ ไ ด้ แ ต่ ถ า ม จ า ก ฟ้ า
     

    จ ะ มี ไ ห ม สั ก ค น    ม า เ ป ลี่ ย น ชี วิ ต ข อ ง ฉั น   เ ธ อ คื อ ใ ค ร
     
    ที่ จ ะ รั ก จ ริ ง   ไ ม่ ท อ ด ทิ้ ง กั น   อ ย า ก จ ะ รู้
     
    จ ะ มี ไ ห ม สั ก ใ จ   จ ะ ไ ด้ เ จ อ เ ธ อ   อ ย า ก รู้ เ ธ อ คื อ ใ ค ร
     
    ที่ จ ะ เ ป็ น รั ก สุ ด ท้ า ย   ข อ ง ฉั น จ ริ ง ๆ   สั ก ที
     
     
     
     
    February 13

    ผูกพัน : Valentine Day

    ผู ก พั น    
       นี่ ใ ช่ ไ ห ม   อ ะ ไ ร   อ ะ ไ ร ที่ เ ค ย คิ ด
    ชี วิ ต ที่ มี แ ต่ ฉั น   ต่ อ จ า ก นี้ ค ง ตั ว ค น เ ดี ย ว อ ย่ า ง ที่ คิ ด
    นี่ ห รื อ ที่ ใ จ ต้ อ ง ก า ร   นี่ ใ ช่ ไ ห ม ที่ ฉั น เ ค ย ฝั น ต ล อ ด อ ยู่ ใ น ใ จ
    ชี วิ ต ที่ ไ ม่ มี เ ธ อ รู้ สึ ก เ ห มื อ น มั น ข า ด อ ะ ไ ร ไ ป ไ ม่ เ ข้ า ใ จ

    เ ก็ บ เ รื่ อ ง ร า ว ที่ มั น เ ก่ า ๆ ใ ส่ ก ล่ อ ง ไ ว้  ม อ ง เ ห็ น แ ล้ ว มั น ป ว ด ร้ า ว
    รู ป ถ่ า ย เ ร า ไ ป เ ที่ ย ว ด้ ว ย กั น เ มื่ อ ต อ น นั้ น   ต อ น นี้ ยิ่ ง ดู ยิ่ ง เ ศ ร้ า

    ไ ม่ มี เ สี ย ง คำ คำ ข อ ง เ ข า ที่ เ ร า ไ ด้ เ ค ย ฟั ง
    ไ ม่ มี ใ ค ร ใ ห้ ค อ ย ม า ไ ถ่ ถ า ม  เ ห ลื อ เ พี ย ง แ ค่ ค ว า ม ท ร ง จำ
    ที่ ย้ำ ใ ห้ รู้ ว่ า

    เ ธ อ ใ ช่ ไ ห ม  ที่ หั ว ใ จ ข อ ง ฉั น ผู ก พั น
    แ ล ะ คื อ เ ธ อ เ ท่ า นั้ น  วั น นี้ ฉั น เ พิ่ ง จ ะ เ ข้ า ใ จ
    ไ ม่ มี เ ธ อ มั น ดู เ ห ง า ๆ   ยิ้ ม เ ศ ร้ า ๆ บ อ ก ตั ว เ อ ง ไ ว้
    นี่ ยั ง ไ ง โ ล ก ที่ ไ ม่ มี  เ ธ อ แ ล้ ว

    ข า ด เ ธ อ ไ ป วั น นี้   จึ ง ไ ด้ เ จ อ ค ว า ม ห ม า ย
    ไ ม่ มี เ ธ อ วั น นี้  ฉั น ถึ ง เ ข้ า ใ จ

    เ ธ อ ใ ช่ ไ ห ม   ที่ หั ว ใ จ ข อ ง ฉั น ผู ก พั น
    แ ล ะ คื อ เ ธ อ เ ท่ า นั้ น  วั น นี้ ฉั น เ พิ่ ง จ ะ เ ข้ า ใ จ
    ไ ม่ มี เ ธ อ มั น ดู เ ห ง า ๆ   ยิ้ ม เ ศ ร้ า ๆ บ อ ก ตั ว เ อ ง ไ ว้
    นี่ ยั ง ไ ง โ ล ก ที่ ไ ม่ มี  เ ธ อ แ ล้ ว

    เ ธ อ ใ ช่ ไ ห ม   ที่ หั ว ใ จ ข อ ง ฉั น ผู ก พั น
    แ ล ะ คื อ เ ธ อ เ ท่ า นั้ น   วั น นี้ ฉั น เ พิ่ ง จ ะ เ ข้ า ใ จ

    ไ ม่ มี เ ธ อ มั น ดู เ ห ง า ๆ   ยิ้ ม เ ศ ร้ า ๆ บ อ ก ตั ว เ อ ง ไ ว้

    นี่ ยั ง ไ ง โ ล ก ที่ ไ ม่ มี  เ ธ อ แ ล้ ว

    นี่ ยั ง ไ ง โ ล ก ที่ ไ ม่ มี เ ธ อ แ ล้ ว
     
      
    January 30

    ฮาวทู ภูสอยดาว2

     
    ต่อจากอันแรก
     
    วันที่ 2 :  31 ธันวาคม 2549
     
    เอาล่ะ เข้าสู่เช้าวันที่สองอันหนาวเหน็บ ช่วงกลางคืนหนาวมากๆ
    และน้ำค้างแรงมากๆ ผมต้องนอนคลุมโปงเลย คือปิดมิดทั้งหัวไม่อย่างนั้นน้ำค้างจะซึมเข้ามาในเตนท์
    หยดลงใส่หัว ถ้าไม่คลุมนี่ผมเปียกกันได้เลย

    อุณหมูมิยามเช้าบนลานสนภูสอยดาว 6 องศาเซลเซียส ครับ  นะนะ
    ถูกใจอย่างแรง หายใจเข้าออกมีไอด้วย นี่แหละคือเป้าหมายในการไปในครั้งนี้  ปลื้ม




    การหุงหาอาหารทำกับข้าว ก็ใช้ฟืนกับเตาที่เป็นขาตั้งเหล็ก มีให้เช่าบนยอดภูครับ
    ในราคา 50 บาท จริงๆ เอาหินมาตั้งก็ได้เป็นเตาแล้ว

    การต้มน้ำหุงข้าวเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาเป็นอย่างมากในสภาวอากาศที่หนาวเย็น
    น้ำมันไม่ยอมร้อนง่ายๆ เลยครับ

    มาม่ายังคงเป็นอาหารยอดนิยมอย่างหนึ่งในการทำกินเล่นและกินเอาจริงเอาจัง





    กินมื้อเช้ากันแบบง่ายๆ ครับ





    หลังจากเสร็จสิ้นภาระกิจอาหารเช้ากันแล้ว กิจกรรมในวันนี้สามารถแบ่งแยกออกเป็นสองฝ่าย
    คือแม้ว่าเราจะมาอยู่ในจุดที่พักตั้งเตนท์ ณ ลานสนแล้ว แต่ที่นี่ยังไม่ใช่ยอดสูงที่สุดของภูสอยดาว

    การไปยงยอดภูสอยดาว จะยังต้องตะกานป่ายปีนอีกประมาณ 2.5 กม. ไปกลับรวม ก็ 5 กม.
    ซึ่งเส้นทางการไปถึงนั้น ยากลำบากกว่าช่วงขาขึ้นมาบนลานสนนี่เสียอีก  เหวอ

    กลุ่ม 4 สาว มีความเห็นว่า ไหนๆ ก็มาถึง ณ จุดนี้แล้ว ก็สมควรที่จะไปให้สุด เพราะโอกาสที่จะกลับมาอีกครั้งนั้น
    คิดหนัก.....  ฮิ้ววว (คือตูจะไม่มาอีกแล้วโว้ย!! เหนื่อยชิบ..)

    วันที่สองนี้จึงแยกเป็นสองกลุ่ม ผมกับแตนเดินเล่นไปรอบๆ ลานสน
    ส่วน 4 สาว จะไปยอดภูสอยดาว

    แต่เอาเข้าจริงๆ  4 สาวไปไม่ถึงครับ  กร๊าก
    ก็วนๆ อยู่รอบๆ ลานสนเหมือนกันนั่นแหละ ด้วยทางไปมันไม่อำนวนความสะดวก
    บวกกับเสบียงที่เตรียมไปนั้น ไม่พอกิน  ฮิ้ววว

    บรรยากาศโดยรอบลานสนครับ มีนักท่องเที่ยวเยอะพอสมควร แต่ไม่มากจนรกหูรกตา






    บ้างก็ประดับตกแต่งที่พักตัวเองเพื่อรอการมาถึงของวันปีใหม่ คืนนี้แหละ (31 ธ.ค. 49)






    ป้ายบอกสถานที่ต่างๆ ที่พอจะเดินชมได้รอบๆ ลานสนบนภูสอยดาว

    แผนผังบอกรายละเอียดคร่าวๆ ว่ามีอะไรอยู่ตรงไหนบนลานสน
    มีบังเกอร์ของทหารสมรภูมิร่มกล้าด้วย เพราะอีกฝั่งฟากของลานสนนี้ก็เป็นเขตฝั่งประเทศลาวแล้วครับ






    ณ จุดที่สูงที่สุดบนลานสน ที่นี่กลายเป็นสมุดลงนามเล่มใหญ่ไปแล้ว เพราะ.....





     ง่ะ

    ครับที่พื้นนั้นถูกนักท่องเที่ยวที่มาที่นี่ สลักชื่อเป็นที่ระลึกไว้มากพอสมควร

    ด้านทิศตะวันออกของลานสนจะมีหลักเขตประเทศไทยอยู่ครับ

    โดยด้านหนึ่งจะบอกว่าเป็นประเทศไทย






    ส่วนอีกด้านหนึ่ง บอกเขตประเทศลาว




    ว๊าว!! ผมได้ไปเที่ยวต่างประเทศด้วย  นะนะ

    ซึ่งในจุึดเขตประเทศลาวนี่เอง ไม่น่าเชื่อครับ ว่าจะเป็นเพียงจุดเดียวที่มีสัญญาณโทรศัพท์
    ใครที่นำมือถือไปสามารถเดินมาเขตนี้เพื่อทำการโทรศัพท์ได้

    แต่......

    สำหรับลูกค้า Dtac เท่านั้นครับที่มีสัญญาณ เจ้าอื่นที่ว่าแน่ๆ หมดสิทธิ์ครับ
    นับว่าเป็นโชคดีของผมที่เป็นลูกค้า happy หนึ่งในบริการจาก Dtac
    แต่ก็ไม่ได้โทรหรอกนะ ไม่รู้จะโทรไปไหน ให้เพื่อนแตนโทรบอกรถให้มารับในวันรุ่งขึ้นแค่เท่านั้น

     ฮิ้ววว

    กลางวันไม่มีอะไรจะทำครับ ก็เดินไปคุยไป พักไปแถวๆ ลานสนนั่นแหละ
    ถ่ายรูปเล่นๆ ไปเรื่อย เพื่อรอเวลาเย็นครับ จะได้ไปดูพระอาทิตย์ตก

    บรรยากาศรอบๆ มองจากลานสนลงมาด้านล่าง




    พวกบรรดาพรรณไม้ตามที่ได้บอกไว้แต่แรกแล้ว ว่านี่ไม่ใช่ฤดูของมัน
    จึงพบเห็นได้ทั่วไปเพียงหญ้าแห้งๆ เท่านั้น
    แต่ก็พอมีหลงเหลือให้เห็นได้บ้างเล็กน้อย อย่างเช่น นี่ ... เม็ดกระดุม (เรียกอย่างนี้รึเปล่าไม่แน่ใจ  (เหงื่อแตกพลั่ก))





    ไอ้นี่ต้นอะไรก็ไม่รู้ ใบมันเป็นขนๆ  (เหงื่อแตกพลั่ก)




    ไม้ล้ม (จะถ่ายทำไม)




    เวลาที่เหลือก็ action ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ครับ  (อิอิ)


    อ้วนจัง  ง่ะ

    อาหารกลางวันกลับมาที่พักแล้วเอาอาหารกระป๋องไปอุ่นไฟ
    ขโมยไฟชาวบ้านครับ  (อิอิ) ไม่ต้องก่อเอง

    เตนท์ใกล้ๆ กันใจดีครับ เอาทาโร่มาให้กินด้วย
    กลุ่มนั้นเขานั่งกินเหล้าตั้งแต่สิบโมงเช้า
    ไม่ทันพ้นเที่ยงก็เมากันซะแล้ว  ฮิ้ววว


    และแล้วเวลาที่รอคอยก็มาถึงแล้ว เวลาเย็นนั่นเอง
    ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างก็ทยอยกันไปยังจุดชมวิวเพื่อรอดูพระอาทิตย์ตกดิน

    ต่อไปเป็นรูปบรรยากาศนะครับ





    บ๊ายบาย พระอาทิตย์


    ที่เหลือก็..... เล่นกล้อง  กร๊าก






    แต่งโลโมเล่นๆ  ฮิ้ววว

     
     

    หลังจากนั้นก็แยกย้ายกลับมาที่พักกันครับ เพื่อกินอาหารเย็น
    ตอนกลางคืนไม่มีอะไรก็นั่งรวมๆ กันให้หนาวกันเล่นๆ

    มืดคือมืดไม่มีไฟฟ้า มีแค่เพียงแสงไฟจากไฟฉาย และจากกองไฟที่ก่อไว้เท่านั้น
    อากาศยิ่งดึกยิ่งหนาว และมีน้ำค้าง

    คืนนี้คือคืนสุดท้ายของปีเก่า หลายๆ เตนท์นั่งกินเหล้า นั่งสังสรรค์เพื่อรอเวลานับถอยหลังสู่ปีใหม่
    แต่.... ไม่ใช่กลุ่มผมครับ เรานอนกันตั้งแต่ 3 ทุ่ม โดยประมาณ  ฮิ้ววว


    จนเมื่อถึงเวลาประมาณเที่ยงคืน เสียงก็ดังกระหึ่มลานสน

    5 4 3 2 1 สวัสดีปีใหม่ เฮ้ๆๆๆๆ

    ตื่นครับ  (อิอิ) นับกันอย่างนี้อยู่หลายรอบเหมือนกัน เพราะแต่ละเตนท์นาฬิกาไม่ตรงกัน
    เตนท์ข้างๆ ก็เตนท์ที่ว่าเมาตั้งแต่เที่ยงนั่นแหละ เดินเอาลูกโป่งมาแจกเขาทั่วทุกเตนท์เลย
    แต่ผมไม่ลุกขึ้นมารับ มันหนาว ขอซุกตัวอยู่ในถุงนอนดีกว่า  (อิอิ)

    เช้าวันที่ 3 : 1 มกราคม 2550

    เอาล่ะเมื่อเช้าอีกรอบก็ถึงวันที่พวกเราจะต้องลงจากภูกันแล้ว หลังจากอยู่กันมา 2 คืน
    สัมภาระนั้นถ้าต้องการให้ลูกหาบนำลงไปก็เรียกใช้บริการได้จากลูกหาบที่นำขึ้นมานั่นและ
    โดยสนนราคา กิโลกรัมละ 15 บาท เท่ากับขาขึ้น

    เราเตรียมตัวจัดการกินอาหารและจัดการกับสัมภาระให้เสร็จทันตอน 8 โมงเช้า
    เพื่อที่จะได้เริมเกดินทางกัน โดยสัมภาระทางลูกหาบจะจัดการแพ็คและหอบหิ้วลงไปให้เราเอง

    ใครจะแบกลงไปเองก็ได้นะครับ เพื่อความประหยัด สำหรับขาลงนี้ ไม่หนักหนาสาหัสเท่ากับขาขึ้น
    แต่ที่ที่ต้องระวังคือ ระวังหินลื่นครับ เพราเส้นทางเป็นหินทราย สลับดินทรายก้าวไม่ระวังอาจล้มได้
    ผมได้พิสูจน์ดินแถสนั้นจนข้อศอกถลอกมาแล้ว  อี๋~


    ก่อนจะลงอย่าลืมป้ายนี้นะครับ เพื่อยืนยันว่าเรามาพิชิตลานสนภูสอยดาวเรียบร้อยแล้ว
    ในระดับความสูง 1,633 เมตร แน่นอนครับ ว่าสูงกว่าภูกระดึงแน่นอน  (อิอิ)


    ขอเดี่ยวสักรูปเถอะน่า


    จำได้มั้ยครับ กางเกงตัวโปรดของผม พามันใส่ไปลุยด้วยล่ะ
    เสียดายเสื้อตัวเก่งขาดไปแล้ว ไม่งั้นได้ไปด้วยกันแน่  ฮิ้ววว

    เก็บตกรายทางครับ








    สำหรับขาลงนี้ผมลงมาถึงก่อนคนอื่นๆ ประมาณครึ่งชั่วโมง
    มาถึงที่ทำการฯ ประมาณเที่ยงครับ ขาลงมาถึงเร็วมาก เดินประมาณ 3 ชั่วโมงเที่นั้นเอง

    สิ่งที่ใฝ่ฝันมาตลอดทางคือการอาบน้ำครับ เพราะ 3 วันที่ผ่านมา ไม่ได้อาบน้ำเลย  ฮิ้ววว




    ที่ทำการฯ จะมีของที่ระลึกขายนะครับ สำหรับผู้ที่ต้องการที่ระลึกสามารถเลือกซื้อไปฝากเพื่อนฝูงได้
    แต่ก็มีรายการของไม่มาก ส่วนใหญ่คือ postcard กับเสื้อยืด

    หลังจากนี้เราก็รอรถมารับแล้วเข้าไปตัวเมืองอุตรดิตถ์ เพื่อไปยังขนส่งรอรถกลับกรุงเทพฯ ครับ
    ขึ้นรถตอน สามทุ่ม ถึงกทม. ตอนตี 5 เป็นอันสิ้นสุดการเดินทางในทริปนี้ครับผม  ฮิ้ววว

    อ้อ ระหว่างรอรถตอนสามทุ่ม พวกเราไปเดินเล่นละกินสุกี้กันที่โลตัสครับ โลตัสนี่แทบจะมีอยู่ทุกแห่งทั่วประเทศเลยมั้ง

    อ้ำ!! ฝากสุกี้เป็นภาพสุดท้าย

    จบแล้วครับ ข้อมูลการท่องเที่ยวแบบบ้านๆ ไม่หรูหราแต่เต็มอิ่มกับธรรมชาติ ปลื้ม

    -/\- จบแล้วค๊า ยังไงก็ขอบคุณคำบรรยายของพี่โอ้เอ้ด้วยนะค่ะ -/\-

     

    ฮาวทู ภูสอยดาว 1

    จากกระทู้ http://f0nt.com/forum/index.php?topic=8581.0 ของพี่โอ้เอ้ วันนี้ได้ฤกษ์ขโมยมาลงสเปซซะเลย
     
     



    เกริ่นนำ
     

          ในช่วงวันหยุดปีใหม่ที่ผ่านมานี้ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวที่ภูสอยดาว จังหวัดอุตรดิตถ์มาครับ
    จากเดิมที่มีความตั้งใจว่าจะไปเที่ยวภูกระดึง แต่พบปัญหาคือ ผมไม่สามารถหาแนวร่วมไปด้วยได้เลย  ฮิ้ววว

    จนไปพบข้อความสั้นๆ ในจู๋ระบายอารมณ์ว่า "แตน" จะไปเที่ยวภูในช่วงปีใหม่ เอ้า เข้าทางเลย
    ก็เลยพยายามสอบถามไปว่าไปที่ภูไหน ก็ทราบว่าเป็นภูสอยดาว ด้วยความอยากเสียเหงื่ออย่างแรง
    เลยขอไปด้วยแบบหน้าด้านๆ  กร๊าก เป็นผลครับ ผมมีโอกาสร่วมทริปในครั้งนี้ด้วย

    จากเดิมที่พยายามเก็บข้อมูลนำมาทำเป็นบทความเล็กๆ แนวๆ เล่าแบ่งประสบการณ์ เกี่ยวกับการไปเที่ยวภูกระดึง
    กลายเป็นว่าก็ต้องดองไว้ก่อน เพราะเป้าหมายเปลี่ยนแล้ว ก็เลยเป็นที่มาของ ฮาวทู ภูสอยดาวอันนี้
    เนื้อหาไม่มีอะไรมากนะครับ เพราะเป็นผู้ตาม เขาไปไหนก็ตามๆ ไปไม่ได้คิดอะไรท่าไหร่ เอาเป็นว่าใช้ภาพเล่าเรื่องแล้วกัน  ฮิ้ววว

    การเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่

       ในการที่เราจะไปเที่ยวที่ไหนนั้นผมขอแนะนำว่าเราควรจะทำความรู้จักกับสถานที่นั้นๆ กันซะก่อน
    เพื่อที่จะได้เตรียมตัวและวางแผนการเดินทางและท่องเที่ยวกันได้อย่างถูกต้อง
    แหน่งข้อมูลที่จะหาได้สะดวกที่สุดก็คงจะไม่พ้นจากอินเตอร์เน็ตนี่แหละ กูเกลขาประจำของเรานี่เอง
    ในขั้นแรกเราก็ควรจะอ่านเหก็บข้อมูลให้ทราบถึงองค์ประกอบ และ "ฤดู"
    ที่เหมาะสมกับการท่องเที่ยว สำหรับภูสอยดาวนี้กับหน้าหนาวนั้น ไม่ใช่ฤดูของมันครับ
    เพราะขึ้นไปยังยอดภูเราจะเจอแต่หน้าแห้งๆ ฤดูที่เหมาะแก่การท่องเที่ยวคือ ฤดูฝน
    จะเป็นช่วงที่มีพรรณไม้ ที่สวยสดงดงาม
    ข้อมูลอื่นๆ อยากรู้ถาม กูเกิลครับ
    http://www.google.co.th/search?q=ภูสอยดาว
    http://www.dnp.go.th/parkreserve/asp/style1/default.asp?npid=193&lg=1
    http://www.pahdongdoy.com/tell/phoosoidao/17-19_09_47/17190947.asp
    http://www.tourdoi.com/doi/phoosoidao/general.htm

    การเตรียมความพร้อมด้านร่างการ

       แน่นอนว่าการท่องเที่ยวแบบนี้ไม่ใช่เรื่องสบายๆ นอนโรงแรมหรูหรา ไม่ใช่เลย  ฮิ้ววว
    ต้องปีนต้องป่าย เดินป่า ฉนั้นก็ต้องมีการเตรียมความพร้อมทางด้านร่างการกันสักหน่อย
    โดยขอเสนอท่าบริหารขาแบบง่ายๆ ให้รู้จักกัน ท่านี้ถูกใช้บ่อยๆ มากในราชการทหารเกณฑ์  (อิอิ)

    "ท่าลุกนั่ง"
    โดยการยืนตรงแยกเท้าออกจากกันเล็กน้อย มื่อทั้งสองข้างเท้าเอา เรียกท่า "เตรียม"
    จังหวะ 1 - ย่อเข่าลง นำมือทั้งสองข้างแตะพื้นด้านหน้า
    จังหวะ 2 - ลุกขึ้นเข้าสู่เท่าเตรียม
    วังหวะ 3 - ย่อเข้ามาแตะพื้นเหมือนจังหวะ 1
    จังหวะ 4 - คือจังหวะสุดท้าย ให้กลับมาสู่ท่าเตรียมอีกรอบหนึ่ง

    ทำครบ 4 วังหวะ เรียก 1 ยก วิธ๊นับคือ 1 2 3 1 1 2 3 2 1 2 3 3 1 2 3 4

    ให้ทำแบบนี้ท้งเช้าและเย็นครับ โดยเริ่มจาก 10 ยก ไปถึง 20 ยก แล้วแต่ความแข็งแรง
    แล้วเพิ่มยกไปเรื่อยๆ ควรมีเวลาเตรียมตัวก่อนสู่สนามจริงสัก 1 อาทิตย์กำลังดีครับ แรี่ยวแรงจะได้อยู่ตัว

    ** สำหรับตัวผมเองสอบตกครับ  ง่ะ
    ถึงเวลาของจริงผมตะคริวกินตั้งแต่ยังไม่ถึงครึ่งทางเลย แถมหมดแรงข้าวต้มมัด แทบจะไม่มีแรงก้าวขาเลย
    เหตุและผลคือ "ไม่ฟิตครับ"  เอือม ข้อแก้ตวรองคือ ผมนอนน้อย บวกกับ กินอาหารน้อยมากในวันก่อนที่จะขึ้นภู


    เดี๋ยวมีต่อครับเรื่องยังไม่จบ  ฮิ้ววว
     


    เตรียมตัวจัดกระเป๋า
       การเที่ยวครั้งนี้ผมเตรีมกระเป๋าไปอย่างดีครับ เพื่อนๆ ต้องการใช้อะไรผมมีเกือบทั้งหมด  (อิอิ)
    สำหรับในการท่องเที่ยวในลักษณะนี้การเตรียมของไปให้พร้อมเป็นสิ่งที่จำเป็น
    เพราะว่าเราเข้าป่าเข้าเขาไปแล้ว ไม่มีเซเว่นที่จะสามารถเลือกซื้อของได้ะครับ ข้างบนมีแต่หินกับต้นไม้
    สำหรับการท่องเที่ยวที่ต้องมีการพักข้างแรม สิ่งที่สมควรมีติดตวไปด้วยมีดังนี้

     - เตนท์ - ถ้ามีเป็นของส่วนตัวได้ก็ดีครับ ของผมเป็นแบบเตนท์โยน คือไม่ตั้งเสา ใช้ม้วนๆ แบบที่บังแดดในรถ
     - ถุงนอน - ไว้ห่มนอนป้องกันอากาศหนาวครับ
     - หมวก - ไว้ใส่กนแดด

    อื่นๆ (อันนี้ไปลอกมาจากอินเตอร์เน็ต ขี้เกียวพิมพ์แล้ว  ฮิ้ววว)

    1 เสื้อแขนยาว ใส่เดินป่า ๑ ตัว -ป่าเมืองไทยมีต้นไม้รกกว่าเมืองนอกนะครับ
    2. เสื้อยืดแขนสั้น ๑ - ๒ ตัว
    3. เสื้อ สำหรับใส่นอน ๑ ตัว (เพราะอากาศหลายที่เย็น-ชื้น)
    4 . เสื้อกันฝน หรือปันโจ ๑ ตัว (หน้าฝน)
    5. กางเกงขายาว ใส่เดินป่า ๑ ตัว
    6. กางเกง สำหรับใส่นอน ๑ ตัว
    7. เสื้อ กางเกง ใส่เดินทางปกติ ๑ ชุด (ตามสะดวก) -หลายคนไม่นำไป
    8. หมวก หรือผ้าโพกศีรษะ (ผ้าขาวม้าก็ได้)
    9. ชุดชั้นใน ๒-๓ ชุด (ตามความเหมาะสม)
    10. ผ้าเช็ดตัว ๑ ผืน
    11. ผ้าขาวม้า ผ้าถุง ใช้อาบน้ำ ๑ ผืน
    12. ถุงเท้า ๒ - ๓ คู่ (ส่วนถุงเท้ากันทาก-ตามสะดวก)
    13. รองเท้าหุ้มส้น หรือหุ้มข้อ ใส่เดินป่า ๑ คู่
    14. รองเท้าแตะ ๑ คู่
    15. หวี หรือแปรงผม ๑ อัน (ตามสะดวก)
    16. แปรงสีฟัน ๑ ด้าม (ตามสะดวก)
    17. แป้งทาตัว ของใช้ส่วนตัวอื่นๆ (ตามสะดวก)
    18. ยาสีฟัน สบู่ แชมพูสระผม (ตามสะดวก)
    19. ยาทากันยุง กันแมลง
    20. ยาสำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว
    21. พลาสเตอร์ปิดแผล และยาสามัญทั่วไป (ถ้ามี)
    22. ถุงพลาสติกใหญ่ ๒ ใบ (ใช้ใส่เสื้อผ้า-ผ้าเปียก)
    23. ช้อน ๑ คัน
    24. แก้วน้ำ ๑ ใบ (อาจใช้อย่างอื่นแทนได้)
    25. กระติกหรือ ขวดใส่น้ำดื่ม ๑ ใบ
    26. ไฟฉายพร้อมแบตเตอรี่ ๑ กระบอก
    27. มีดพก มีดพับ ใช้ทำอาหาร ๑ เล่ม
    28. เป้ ใส่สัมภาระ ๑ ใบ
    29. ปากกา ๑ ด้าม หรือดินสอ 1 แท่ง
    30. สมุดบันทึก ๑ เล่ม
    31. กล้องส่องทางไกล ๑ อัน หรือแว่นขยาย (ถ้ามี)
    32. เต็นท์ / เปลนอน
    33. ผ้าพลาสติกปูพื้น และกันฝน ๑ - ๒ ผืน -โดยเฉพาะหน้าฝนและหน้าหนาวที่มีน้ำค้างแรง
    34. ถุงนอน ๑ ใบ หรือผ้าห่ม 1 ผืน
    35. หม้อสนาม ๑ ใบ
    36. กล่องใส่อาหารกลางวัน ๑ ใบ (ใช้แทนจานได้ด้วย) - ทำให้คุณไม่ต้องใช้ถุงพลาสติค
    37. มีดเดินป่า ใช้หาฟืน ๑ เล่ม (ควรมี)
    38. ไฟแช๊คแก๊ส ๑ อัน
    39. เทียนไข ขนาดกลาง ๓ เล่ม
    40. เชือกใช้ยึดเต็นท์ หรือทำราวตากผ้า ยาว ๓ - ๕ ม.

    รายการดังกล่าวเหมาะแก่การเป็น check list นะครับ เผื่อเหลือเผื่อขาด ที่ผมเตรียมไปก็อาสัยจากรายการนี้แหละ  (อิอิ)

     
    เริ่มการเดินทางกันเลยดีกว่า

       การเดินทางผมไม่ขอเล่ามากมายนะครับ เพราะกว่าผมจะได้ไปเนี่ย แผนการเดินทางเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก
    จนผมเริ่มจะ...  เอือม
    เอาเป็นว่าถาจะไปที่ภูสอยดาวนี้ การไปด้วยตัวเองและไปกบรถโดยสารประจำทาง เป็นอะไรที่ไม่เหมาะอย่างมากครับ
    เพราะเส้นทางที่ว่าจะไปถึงที่ทำการอุทยานฯ ไม่ใช่ใกล้ๆ เลย ต้องเข้าไปลึกมาก แถมเส้นทางยังกับงูเลื้อย
    ซ้าย... ขาว.... ซ้าย.... ขวา.... ซ้าย... ขาว.... ซ้าย.... ขวา.... ซ้าย... ขาว.... ซ้าย.... ขวา....  มึนตึ้บ
    งานนี้กว่าจะไปถึงที่ทำการอุทยานฯ เพื่อนร่วมทริปเมารถกันเป็นทิวแถว  ฮิ้ววว

    งานนี้มีพี่ชายของเพื่อนแตน เป็นคนในพื้นที่ครับ และทำหน้าที่พาพวกเราไปยังจุดหมายปลายทาง
    โดยช่วยเรื่องค่าน้ำมันกันไปคนละเล็กละน้อย

    บรรยากาศสองข้างทาง เรานั่งกันไปที่กะบะท้ายครับ


     
     ระยะทางจากตัวเมืองอุตรดิตถ์ไปยังที่ทำการอุทยานฯ ใชเเวลานั่งรถไปประมาณ 2 ชั่วโมงครับ
    ระยะทางเท่าไหร่นั้นไม่แน่ใจ น่าจะสัก 80 กิโลเมตรได้ล่ะ ด้วยทางที่คดเคี้ยว จึงไม่สามารถจะไปได้เร็วกว่านี้ได้

    ไม่รู้ใครปล่อยข่าวว่า 8 กิโลเมตร 8 กิโลแม้วล่ะสิ ไกลน่าดูชม  เอือม

    มาถึงที่ทำการแล้วครับ วันนั้นนักท่องเที่ยวที่ต้องการจะขึ้นภูสอยดาวมีจำนวนมากเลยที่เดียว
    สำหรับใครที่มาช้าลูกหาบหมดก็ต้องแบกสัมภาระไปกันเอง



     
    สำหรับค่าบริการลูกหาบตกอยู่ที่ กิโลกรัมละ 15 บาทครับ ในทริปนี้เราไปกันทั้งสิ้น 6 คน
    มีสัมภาระรวม 136 กก.  (เหงื่อแตกพลั่ก)

    อ้อ ที่หนักส่วนหนึ่งคือเป็นน้ำหนักของน้ำที่เราต้องซื้อขึ้นไปข้างบนด้วยครับ
    เพราะด้านบนน้ำแห้ง ไม่มีน้ำดื่ม น้ำใช้ก็หายากต้องลำบากเดินทางไกล ♫
    แน่นอนว่าตลอด 3 วัน  2 คืน ที่พวกเราไปอย่ด้านบนภูสอยดาว เราไม่ได้อาบน้ำครับ  ปลื้ม
     
    โฉมหน้าเพื่อนร่วมทริปในครั้งนี้ครับ มีทั้งสิ้น 6 คน ในรูปมี 5 เพราะอีก 1 คือคนถ่าย  ฮิ้ววว
    งานนี้ผมหล่อที่สุดครบ  กร๊าก เพราะเป็นสาวๆ ซะ 5 คน ผมเป็นชายเพียงหนึ่งเดียว

    ถ่ายรูปที่ป้ายน้ำตกที่ด้านล่าง คือด้านล่างจะเป็นน้ำตกภูสอยดาวครับ หน้าหนาว น้ำน้อยไม่ค่อยสวยเท่าไหร่

     
    จากรูปกลมมากเลยผม  ง่ะ

    ทางขึ้นในตอนแรกๆ มีเป็นบันได้พอให้เดินสะดวกอยู่ครับ แต่พอระดับเรื่มสูงไปเรื่อยๆ จะเป็นแค่โขดหิน

     รูปนี้จะบอกระดบความชันของเส้นทางได้เป็นอย่างดีครับ เกือบ 80 องศา ต้องปีนป่ายกันอย่างเดียว


    รูปสภาพโดยท่วๆ ไปครับ คือในวันที่เราขึ้นรูปที่ถ่ายนั้นน้อยมากครับ
    ไม่สะดวกจะถ่าย แค่นำร่างกานคืบคลานไปได้ก็บุญแล้ว  (เหงื่อแตกพลั่ก)


    ข้ามลำธารโดนเดินผ่านทางต้นไม้ที่ล้มพาดระหว่างสองฝั่ง

    บรรยากาศโดยทั่วไปครับ นี่เป็นช่วงขาลงนะ แต่เอามาดูรวมๆ ตรงนี้แล้วกัน เพราะขาขึ้นแทบไม่ได้ถ่ายเลย


    ที่ไม่ได้ถ่ายเพราะ.....



    จะตายแล้วครับ  ง่ะ
    ไม่สนสิ่งรอบข้างแล้ว นอนกลิ้งกับพื้นไม่กลัวเปื้อนแล้ว

    อุณหภูมิที่นั่น ตอนกลางวันจะอยู่ประมาณ 15 - 18 องศา ซึ่งถือว่าเย็นสบายทีเดียว
    ก็เลยต้องมีเสื้อกันหนาวไว้ แต่ขณะนี้ อยากจะถอดทิ้งเหลือเกิน  ง่ะ

    แวะพักกินอาหารกันข้างๆธารน้ำ เอาเรี่ยวแรงกันหน่อย
    โดยนี่คืออาหารมื้อเที่ยงของเราครับ

    มีไก่ทอด หมูปิ้ง ไส้อั่ว และข้าวเหนียว  ฮิ้ววว




    ผมกินมื้อนี้ก็ยังกินน้อยอยู่ อายสาวๆ  ยังไม่คุ้นเคย ปลื้ม
    หารู้ไม่ว่า ณ ตำแหน่งที่อยู่ขณะนั้น ยังไม่ได้เริ่มของการเดินทางเลย
    ระยะทางบอกว่า 6.5 กิโลเมตร แต่เป็นแนวทางที่วัดจากน้ำตกถึงลานสนบนยอดภู

    ซึ่งหากนับระยะทางกันจริงๆ ความรู้สึกผมบอกว่า น่าจะเกือบๆ 10 กม.  (เหงื่อแตกพลั่ก)
     
    เมื่อเดินทางไปได้สักระยะ ทริปของเราก็โดนแยกออกเป็นสองกลุ่ม
    เป็นเพราะสังขารผมมันไม่อำนวนครับ ตะคริวกิน  ง่ะ

    4 สาว เขาจึงนำไปกันก่อน ซึ่งเป็นความคิดที่ถูกแล้วครับ
    ในกรณีแบบนี้ไม่ควรรอกันครับ ใครที่พอไหวให้เดินนำไปก่อนเลย

    ถ้าไปถึงก่อนจะได้จัดการรับสำภาระที่ทางลูกหาบแบกขึ้นไป จัดการตั้งเตนท์
    และหุงหาอาหารเพื่อกินในมื้อเย็นครับ


    ดูพละกำลังองลูกหาบครับ ในวันนั้นมีนักท่องเที่ยวมากกว่าปกติ
    ลูกหาบจึงถูกกำหนดให้ต้องแบกของหนักกว่าปกติ ผู้ชายประมาณ 50 กก.
    ผู้หญิงประมาณ 30 กก.

    ลูกหาบของเราชื่อพี่ ประกอบ ครับ รายนี้แข็งแรงมากรับน้ำหนักกว่า 60 กก.
    แถมพี่แกวันนั้นขึ้นลงถึง 2 รอบ  เจ๋ง
     
    ผมกับแตนนั่งพักไปเรื่อยๆ ตลอดการเดินครับ เพราะผมไม่ไหวแล้ว  (เหงื่อแตกพลั่ก)

    พักไปก็ทักทายกับกลุ่มอื่นๆ ไปตลอดทางเลย เชื่อว่านักท่องเที่ยวเกินกว่าครึ่ง
    บนภูสอบดาว รู้จักเราสองคน เพราะทักกันตลอดทางเลย แล้วคนเหล่านั้นล้วนแต่แซงเราไป  ง่ะ


    วันนั้นกว่าจะไปถึงลานสนได้ ก็คือเวลา 1 ทุ่มครับ มืดแล้ว
    ดีที่ผมเครียมใจเอาไว้แล้วว่าต้องมืดแน่ๆ ผมเลยติดไฟฉายมากับตัวด้วย

    อ้อ สำหรับที่ภูสอบดาวนี้ หลังเวลาบ่าย 2 โมงไปแล้ว เขาไม่อนุญาตให้ขึ้นแล้วนะครับ
    เพราะมีโอกาสเป็นไปได้สูงที่จะมืดซะก่อนที่นักท่องเที่ยวจะไปถึงลานสน

    อีกอย่าง ควรไปถึงที่ทำการไม่เกินเที่ยง เพราะลูกหาบอาจจะหมดได้
    หากลูกหาบหมด นั่นหมายความว่าเราจะต้องแบกสัมภาระทั้งหมดขึ้นไปด้วยตัวเองครับ
    ซึ่งนั้นไม่ใช่อะไรที่สนุกเลย แค่ไปตัวเปล่าก็แย่แล้ว

    ในวันนั้น นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งที่ไปช้า และลูกหาบหมด ส่วนหนึ่งจึงต้องกางเตนท์นอนที่ด้านล่างของอุทยานฯ ครับ

    คำแนะนำอีกหนึ่งอย่างคือ ..
    ควรติดไฟฉายไว้กับตัวครับ เพราะในกรณีฉุกเฉินมันสามารถช่วยเราได้
    ยาทา ยานวดก็สมควรครับ เพราะเราไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้เลยว่าเราจะเป็นตะคริวหรือเปล่า

    วันแรก พอไปถึงกินข้าวเสร็จผมก็นอนเลยครับ ไม่ต้องทำอะไรแล้ว
    ปวดขาที่เป็นตะคริวมากๆ การเป็นตะคริวตักกำลังผมไปเยอะมากๆ ยืดขาก็ไม่ได้ ต้องงอไว้ตลอด

    ปล. ลูกหาบเขามีวิธีแก้การเป็นตะคริวโดยการอมเกลือป่นไว้ในปากครับ แล้วก็ค่อยกลืนแล้วดื่มน้ำตาม
    ไม่แน่ในว่าวิธีนี้ได้ผลมากน้อยแค่ไหน แต่ผมก็ทำตามแล้ว โดยได้เกลือจากพี่ๆ ลูกหาบที่แบ่งเกลือมาให้
     
     

    หมดแล้วครับ วันแรก กับคืนแรก เดินอย่างเดียว  (เหงื่อแตกพลั่ก)
     
    อ่านทั้งหมดที่เพื่อนๆเข้าไปตอนตามลิงค์ที่ให้ไปข้างบนนะคะ
     
     
     

    January 08

    Blog Tag

     
    ...
    ..
    .
     
    ในที่สุดก็โดนจนได้ กับ Blog Tag
     
    Blog Tag คืออะไร  
     
    Blog-Tag คือกิจกรรมอะไรสักอย่างที่คน ๆ หนึ่งเล่าเรื่องของตัวเอง 5 เรื่อง แล้วก็ส่งต่อให้คนอื่น ๆ ต่อไปอีก 5 คน ทีนี้
    เหยื่อที่โดน tag มา (เอ่อ การส่งต่อนั่นล่ะเรียกว่า tag) ก็เล่าเรื่องของตัวเอง 5 เรื่องแล้วก็ tag ต่อไปอีก 5 คน เรื่อย ๆ เรื่อย ๆ เรื่อย ๆ ... .

    ชาวบล๊อกทั้งหลายที่เป็นเซียนหุ้น เซียนโปรแกรมมิ่ง เซียนหนังอยู่ดี ๆ จะมาเขียนอะไรอย่างนี้ก็หลุดคอนเซปต์แย่สิ นั่นแหละ
    เขาต้องการอย่างนั้นแหละ เผยแง่มุมของคุณที่คนอื่นไม่เคยรู้ จะได้รู้จักกันมากขึ้นไง สังคมอินเตอร์เน็ตจะได้หลุดพ้นจากสภาวะ
    "คุยกับใครก็ไม่รู้" "นี่คือโลกเมทริกซ์ของฉัน" "กูจะเกรียนซะอย่าง มึงทำอะไรกูไม่ได้หรอก สาดดดดด..." สักหน่อย
     
    ^
    ^
    ^
     
    อันนี้ลอกมาจาก http://iwoolf.blogspot.com/ 
     
    ไหนๆก็โดนเข้าแล้ว มาเริ่มเลยดีกว่า
     
    1.เรื่องแรกเอาแบบช๊อคๆไปเลยดีกว่า เราเกิดวันที่ 22 ธันวาคม ซึ่งอันนี้หลายๆคนรู้ดี แต่ที่คนอื่นไม่รู้เลยก็คือ
    ในวันที่22 ธันวาคม 2532 ซึ่งเป็นวันเกิดเราตอนอยู่ป.2 เราได้เดินทางไปกับครอบครัวเพื่อไปเที่ยวเชียงใหม่กัน
    คืนที่เดินทางนั้นเอง  เราได้ประสบอุบัติเหตุรถชน แน่นอนยอมมีการบาดเจ็บเกิดขึ้น
    เราบาดเจ็บ หัวแตก กับเคล็ดขัดยอกเล้กน้อย ซึ่งตรงข้ามกับแม่เรา
    ...
    ..
    .
     
    แม่เราเสียเพราะกอดเราไว้
    น้องเราเสียแม่ตั้งแต่อายุ 4 เดือน
     
    ...
    ..
    .
     
    บอกแล้วชีวิตมันเศร้า
     
    2.พอป.3 เราต้องไปอยู่โรงเรียนประจำ โอเค! เด็กๆไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ตูเหงา อยากอยู่บ้านอยู่กับพ่อ กับพี่ กับน้อง
    เวลาเค้าไปเที่ยวแล้วมาเล่าให้เราฟังว่าไปนู้นมาไปนี่มา อืม ... ตูอิจฉา ได้อยู่กับพ่อแล้วยังได้เที่ยวกันอีก
    ตูอยู่โรงเรียนประจำกับเพื่อนที่เพิ่งเจอกันได้ไม่นาน
     
    ^
    ^
    ^
    แค่นี้ลับพอมั้ย
     
    3. เป็นลูกผู้หญิงคนเดียวของบ้าน และเป็นลูกคนกลางของบ้าน ( โลกมันโหดร้านพอมั้ย )
     
    4.ได้เริ่มเรียนคอมพิวเตอร์ตอนม.1 ใช้ไม่เป็นเลยยยย สอบตกด้วย รวมถึงภาษาอังกฤษที่ได้เรียนตอนป.3 ทำให้เรียนไม่ทันเพื่อน
    เพราะฉะนั้นเรียนได้เกรด2ก็ดีใจแล้ว
     
    5. เพื่อนมีเยอะแต่เพื่อนสนิทไม่แน่ใจว่ามีหรือเปล่า คือเราไม่รู้ว่าเพื่อนคิดอย่างไรกับเรา
     
     
    -- จบ --
     
    เอาโว้ยจะแท๊คใครต่อดีนะ คนนั้นก็โดยไปแล้ว คนนี้ก็โดนไปแล้ว เอาเป็นว่า แท๊คให้
     
    1. เจ๊อ้อน พี่ทอมที่ทำงาน
    2. จ๋า เพื่อนสาวที่พหฤทัย
    3. เพื่อนเอ๋ เพื่อนที่ทำงาน
    4. หนูยุ้ย น้องสาวที่น่ารักที่หอการค้า
    5. เพื่อนเหมียว แอร์สาวการบินไทย ( ว่างก็ช่วยๆกันหน่อยเนอะ )
     
     
    December 22

    Happy Birthday

    วันนี้เป็นวัน ....
     
    เป็นวันเกิดแตนเองเจ้าค่ะ
    December 20

    งานราชพฤกษ์ @ จ.เชียงใหม่ วันที่ 4-9 ธันวาคม 2549

    เรื่องเล่าวันเดินทาง
     
    วันที่ 4 ธ.ค. 49 เวลา 18.40 น. สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสุขุมวิท
     
    18.15 น.      ออกจากออฟฟิต  จริงๆแล้วขึ้นที่สถานีพหลโยธิน   ( ออกสายกว่าที่จะตั้งใจไว้ คือตอน 17.00 - 17.15 น.  )
     
                     ในใจนึกลุ้นว่าจะไปทันมั้ยเนี้ย ? It's a bad day!! วันนี้ทั้งวันทำแต่สกู๊ปบัตรเครดิตไทยพาณิชย์
     
                     ซึ่งกว่าจะได้ร้านอาหารอีก 2 ร้านก็ตั้งบ่าย 2   แต่ก็สามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แต่ก็มีเรื่องอื่นอีกมากมายเข้ามา  
     
    18.42 น.      ถึงสถานีศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์  พ่อโทรมาถามว่าถึงสถานีรถไฟยัง (-_-" ) ยังไม่ถึงเจ้าค่ะ   ยังอีกตั้ง 5 สถานีอะ
     
                     ตอนแรกพ่อตกใจว่าทำไมยังไม่ถึง  แต่พอบอกว่ารถออก 17.20 น. พ่อก็เลยบอกว่ายังทัน ^^@
     
                     แล้วพ่อก็บอกว่าขึ้นรถแล้วโทรบอกด้วยละ
     
    18.45 น.     ในที่สุดก็ถึงสถานีลุมพินีแล้ว เย้!! อีก 3 สถานีเท่านั้น สู้ สู้   คงถึงสถานีหัวลำโพงไม่เกิน 1 ทุ่มละ  
     
                    ( หวุดหวิดจริงๆ -/\- ขอบคุณเทคโนโลยีโทรคมนาคม ที่ทำให้เดินทางได้เร็วขึ้น ไม่อย่างงั้น
     
                    ดิฉันได้นอนอยู่บ้านแน่นอน (-_-" )  )
     
    18.50 น.     ในที่สุด ในที่สุด!! \ ^_^ / ถึงแว้วววว หัวลำโพง
     
                     มาตอนนี้ก็โล่งใจที่ถึงซะที ก็เลยซื้อของนิดหน่อย เข้าห้องน้ำ เตรียมตัวขึ้นรถไฟแล้ว
     
    19.00 น.     ถึงชานชลาที่ 10 เชียงใหม่ด่วนพิเศษ    เอาละโว้ยยย ทุ่ม 20 ได้ขึ้นรถแล้ว
     
                    แต่เวลาผ่านไป เลทไป 20 นาที ได้ขึ้นรถ ทุ่ม 40  
     
    19.40 น.    ขึ้นรถขบวนที่ 1 ที่นั่งเบอร์ 34  ( ติดหน้าต่าง ) ตอนนี้หิวแล้วนะ ><" เมื่อไหร่จะได้กินข้าวนาห์
     
                   ( ขอบอกว่าข้าวไม่อร่อยเลย แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีกิน )
     
                   < ตอนนี้ถ้าถามว่า กลัวมั้ยที่จะต้องขึ้นรถไฟคนเดียว ก็ถามบอกได้เลยว่า " ไม่กลัวแล้ว"
     
                   คนเราเวลาที่ทำอะไรครั้งแรกมักยากเสมอ แต่ถ้าทำได้มันก็ไม่เกินความสามารถของเรา >
     
    22.20 น.    ถึงลพบุรี ตี 5 ถึงลำปาง
     
    8.45 น.      ถึงเชียงใหม่ มาถึงเลทไป 1 ชั่วโมง น้าพีมารอรับแล้ว
     
     
    วันที่ 5 -6 ธันวาคม 49 เวลา 14.00 - 19.00 น.
     
    ไปเที่ยวงานราชพฤกษ์ * กาแฟลาวอร่อยดี
     
     
    วันที่ 7 ธันวาคม 2549
     
    ไปเที่ยวสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ที่อ.แม่ริม
     
    ดอกไม้สวยมาก ค่าเข้าก็ถูก แค่ 20 บาทเอง  ( อยากให้คนไปดูเยอะๆ จัง  )
     
    วันที่ 9 ธันวาคม 2549
     
    เดินทางกลับจากเชียงใหม่
     
     
     
    *สรุป   ไปครั้งนี้ไม่ปลื้ม
     
     
     
     
    October 04

    เรื่องขี้ๆ

     
    เมื่อเดือนที่แล้ว ( เดือนกันยายน 2549 ) เกิดอาการป่วยอย่างแรง
     
    ซึ่งเป็นช่วงที่มีการใช้บั้นท้ายอย่างหนักหน่วงที่สุดของปีนี้
     
    เลยก็ว่าได้  เอาเป็นว่า ... ช่วงเดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงที่ออกกอง
     
    ถ่ายสกู๊ปสินค้าเยอะมาก   เรียกว่าอาทิตย์เว้นอาทิตย์เลยก็ว่าได้
     
    เจอทั้งอากาศที่ร้อน , ฝนตด โดนแอร์ แบบว่า seasonschange มากมาย
     
    ก็เลยเริ่มไม่สบายมาตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 49 คือเริ่มเจ็บคอ + มีไข้นิดนึง
     
    พอวันที่ 19 ก.ย. 49 ก็มีไข้ + ปวดท้อง ( อาเจียน ) ก็เลยไปหาหมอ ผลก็คือเป็นไข้แล้วก็อาหารไม่ย่อย
     
    เอาละเท่านั้นไม่พอ พอกลับถึงบ้านก็อาเจียนแล้วก็ท้องเสียตลอดเวลา
     
    ( แบบว่าเสียงท้องร้องโคลกคลากมากมาย )
     
    ซึ่งคืนนั้นนอนไม่หลับทั้งคืน ซึ่งวันนั้นเป็นวันที่ทหารเค้าปฎิวัติด้วยละ  
     
    วันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันที่หมอนัดไปทำฟันด้วย
     
    ก็เลยโทรไปหาหมอบอกว่าไปไม่ไหวเพราะว่าป่วยหนักจ๊ะ
    แล้วหมอก็บอกกลับมาว่า " ไม่เป็นไรครับ ... เพราะผมก็อาหารเป็นพิษเหมือนกันครับ "
     
    วันที่ 20 ก.ย. 49 ก็นอนปวดท้องอยู่ที่บ้าน คือถ่ายท้องทั้งวัน ถ่ายจนเจ็บไปหมด
     
    ตอนกลางคืนก็นอนไม่หลับเนื่องจากปวดท้องถ่ายมากๆ
     
    วันที่ 21 ก.ย. 49  วันนี้มีถ่ายรายการปลาเก๋า ราดพริก เอาโว้ย!! ตูจะไปได้มั้ยเนี้ย
     
    ผลปรากฏว่าปวดท้องมาก ( ท้องเสีย ) สุดชีวิต ก็เลยต้องไปหาหมออีกครั้ง
     
    หมอบอกว่า " อาหารเป็นพิษ " โทษที่เหอ ... ไอ้ที่ตูปวดท้องมาตลอดเนี้ย
     
    คืออาหารเป็นพิษเหรอ ? ดีจริงนะ ... สรุปว่าตูก็ไม่ได้ไปถ่ายปลาเก๋า
     
    เพราะว่า ตู  ปวดดดดดดดท้องงงงงงงงโว้ยยยยยยย!!!!!
     
    เอาเถอะ ... ถึงตอนนี้ตูจะไม่ขี้ทุกที่ ที่มีส้วม แล้วก็ตามแต่ตูก็ยังเจ็บตูสไม่หายเลย
     
    เจ็บปวดดดดทุกครั้งที่ขี้ แต่ตูก็จะทนต่อไป เพราะเรื่องอย่างงี้ ... ห้ามยากส์
     
     
     
    August 07

    เหงาๆ

    ใกล้วันแม่อีกแล้วซินะ ... เหงาจังเลย
     
    อยากกอดแม่จังเลย ....
     
     
    แต่ ... ไม่เป็นไรคะ เพราะแม่อยู่ในใจของแตนเสมอ
     
    และแตนก็มีพ่อ , พี่ตั้ม และเตอร์ด เป็นกำลังใจอยู่แล้ว
     
    วันนี้เลยมีเพลงมาให้ฟังกันจ๊ะ
     
     
    ด้วยมือของเธอ
    นัท มีเรีย
    อยากบอกเธอเหลือเกิน
    อยากให้เธอได้ฟัง
    อยากตอบแทนเธอด้วยคำหนึ่งคำ
    คำที่ไม่เคยพูดจากปาก
    บอกใครทั้งนั้น
    คำที่คู่ควรที่สุด กับคนดีเช่นเธอ
    อยากขอบคุณเหลือเกิน
    กับความดีของเธอ
    กับชีวิตนี้ที่เธอให้ไว้
    ชีวิตที่เคยไม่มีค่า
    ก็กลับมีความหมาย
    ชีวิตที่ยืนขึ้นใหม่
    ได้ด้วยมือของเธอ
    ฉันรู้ฉันซึ้งฉันอุ่นใจ
    มีเธอประคองป้องกัน
    เธอทำให้ด้วยใจทุกอย่าง
    ไม่หวังให้ตอบแทนให้เธอ
    ฉันรู้ฉันซึ้งฉันห่วงใย
    จะมีอะไรมาทดแทน
    มีแค่เพียงคำที่บอก
    ว่ารักเธอจริงจริง

    อยากขอบคุณเหลือเกิน
    กับความดีของเธอ
    กับชีวิตนี้ที่เธอให้ไว้
    ชีวิตที่เคยไม่มีค่า
    ก็กลับมีความหมาย
    ชีวิตที่ยืนขึ้นใหม่
    ได้ด้วยมือของเธอ

    ชีวิตที่เคยไม่มีค่า
    ก็กลับมีความหมาย
    ชีวิตที่ยืนขึ้นใหม่
    ได้ด้วยมือของเธอ
    ฉันรู้ฉันซึ้งฉันอุ่นใจ
    มีเธอประคองป้องกัน
    เธอทำให้ด้วยใจทุกอย่าง
    ไม่หวังให้ตอบแทนให้เธอ
    ฉันรู้ฉันซึ้งฉันห่วงใย
    จะมีอะไรมาทดแทน
    มีแค่เพียงคำที่บอก
    ว่ารักเธอจริงจริง...
     
    June 27

    สุขภาพ1

    27 มิถุนายน 2549   เวลา 17.48 น.
     
    เจ็บลิ้นนนนนนนนนนนนน
     
     
     
    เจ็บมา 2-3 วันแล้ว
    ( ก็มันเป็นแผลอะ )
     
    ดูเหมื่อนตอนนี้เริ่มปวดหัวคล้ายจะมีไข้
     
     
     
    'ไมชีวิตมันถึงเป็นอย่างนี้
     
     
     
    แถมเพิ่งรู้ว่าพี่ที่รู้จักกันก็ไม่สบายมาก ( จะมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 2 ปี )
     
     
     
    ชีวิตคนเราเนี้ยไม่มีความแน่นอนจริงๆ ฉะนั้นพวกเราทุกคนก็ต้องใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่สุด
     
     
     
    ไม่แน่นะ ... วันพรุ่งนี้เราอาจจะตายก็ได้ .... จริงมั้ย
     
     
     
     
    หรือว่าทุกๆคนว่าไม่จริง?
    .
    .
    .
    .
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    แล้ววันนี้เราทำอะไรให้ตัวเอง, ครอบครัว หรือคนรอบข้างมีความสุขหรือยัง
     
     
     
     
     
    June 04

    สุขภาพ

    4 มิ.ย. 49                        เวลา 20.12 น.
     
    สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ  กูเปื่อยอีกแล้ว
     
     
    วันพฤหัสบดี ที่ 1  มิถุนายน 2549
     
    เจ็บคอตั้งแต่เมื่อวาน + มึนหัว
     
    * ฝนตก ตากฝนนิดนึงตอนเดินออกจากออฟฟิต
     
     
    วันศุกร์ ที่ 2  มิถุนายน 2549
     
    เจ็บคอมากขึ้น , หายใจไม่ค่อยออก , มึนหัว และเท้าซ้ายบวม
     
    * ฝนตก แต่ไม่ได้ตากฝน  ** ไปร้องเกะกะกินหมากระทุกับสาวก + ยักษ์ f0nt.com
     
     
    วันเสาร์ ที่ 3  มิถุนายน 2549
     
    เจ็บคอมากขึ้น , หายใจไม่ค่อยออก , มึนหัว 
     
    ไปงาน T - Shirt Fest.2 @ ท่าเรือทศภาค
     
    ตรงข้ามกรมศุลกากร
     
    { เหนื่อยมากกกกกกกกกกก คนเยอะมากกกกกกกกกด้วย  }
     
    งานนี้ได้เจอสนุ๊กเกอร์ด้วยละ ตอนไปถึงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน
     
    สถานีศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ฝนตกด้วย
     
    พอไปถึงงานฝนก็ตกอีกกกกกกกก ตากฝนอีกแล้วกู
     
    ตอนเย็นกลับบ้านมาพบว่าไอ้เตอร์ดตัวร้อนจี๋เลย
     
    { ไม่ต้องสงสัยมันคงติดจากกู  }
     
    พ่อเลยพาไปหาหมอแบบแพ็คคู่ฟะ
     
    ตอนแรกก็คิดว่าเป็นหวัดธรรมดา แต่จริงๆแล้ว .....
     
    เป็นมากพอควร
     
    ตอนรอเข้าไปตรวจสถานการณ์ จำลองบทสนทนาดังนี้
     
      :  แทนหมอหนุ่มใหญ่
     
      :  แทนตัวดิฉันจ๊ะ    
     
            องค์ที่ 1  หน้าห้องตรวจ
     
     
    พยาบาล  :  คุณรัชชพรคะ เชิญช่างน้ำหนักกับวัดความดันคะ
     
            : 
     
    พยาบาล  :  น้ำหนัก ........ ( เออ  ช่างมันเหอ ... กูอ้วนจะแย่  )
     
            :  { โคตรอ้วนเลยกู   }
     
    พยาบาล  :  ความดัน 100/60 * { แล้วพี่พยาบาลก็อึ่งไปนิดนึง }
                      |
                      |
                      V
                   จะอึ่งทำไมฟะ
     
                     * ใครรู้ว่ามันมีความหมายว่ายังไงก็ข่วยบอกด้วยละกัน
     
                   รอซักครู่นะคะเดี๋ยวคุณหมอเรียกนะคะ
     
             : 
     
    พยาบาล   :  คุณรัชชพรคะ เชิญพบคุณหมอคะ
     
            องค์ที่ 2  ในห้องตรวจ
     
            :  สวัสดีครับ ....
     
            :  สวัสดีคะ
     
            :  อาการเป็นยังไงบ้างครับ เจ็บคอมากี่วันแล้ว
     
            :  ก็เจ็บคอมา 2 วันแล้วคะ แล้วก็หายใจไม่ค่อยออก
                
                  มีความรู้สึกว่าเวลาหายใจลมหายใจมันร้อนๆ
     
            :  แล้วเสมหะละครับเป็นสีอะไร
     
            :  เขียวคะ
     
            :  อืม .... จมูกบวมๆนะครับ ไหน ... เงยหน้าซิครับ
     
           :  { เงยหน้า }
     
            :  อืม .... ที่เสมหะคุณเขียวเพราะจมูกคุณอักเสบครับทำให้มี
       
                  เสมหะไปค้างอยู่ที่จมูกเลยทำให้หายใจไม่ออก ... อ้าปากซิครับ
     
           :  { อ้าปาก }
     
            :  คออักเสบด้วยนะครับ ถ้าอย่างนั้นผมจะให้ยาฆ่าเชื่อ
     
                  ยาแก้อักเสบ แล้วก็ยาพ่นจมูกไปนะครับ
     
           :   ค่ะ  ขอบคุณคุณหมอมากนะคะ
     
            :  ครับ
     
                                 
     
    สรุปว่างานนี้เสียตังค์ไปหลายๆเด้อคะเด้อ
     
    เพราะฉะนั้นพวกเรามารักษาสุขภาพกันเถอะ
     
    ช่วงนี้ฝนก็ตกบ่อย ดังนั้นขอให้ทุกๆท่านรักษาสุขภาพแข็งแรงเน้อ
     
              
                                                                      ด้วยรัก
     
                                                                   แตนเปื่อย
     
     
    May 08

    เสน่ห์

    บทพูดคุยทางโทรศัพท์ ระหว่างข้าพเจ้า และเพื่อนผู้ชายคนหนึ่ง
     
    ( ตัดตอนจากข้อความจริงๆที่พูดกัน )
     
      :  สบายดีมั้ยมึง
     
      :  กูอะสบายดี
     
      :  เออ ดีโว้ย แต่แม่ง มึงไปเสม็ดได้ป่าว
     
      :  ไปไม่ได้กูยุ่ง ตอนนี้กูลาออกจาก บริษัท ส.  แล้วนะโว้ย พ่อกูไม่สบาย
     
      :  เออ เป็นไรอะ 
     
      :   ( เรื่องลับฟะ  )
     
      :  เฮ้ยมึงแล้ว ... เป็นไงบ้าง
     
      :  ก็ไม่มีอะไร มันจบไปแล้วโว้ย ... แล้วแกละ
     
      :  เหมือนเดิม .... ไม่มีอะไร
     
      :  กูว่าสุดท้ายคนที่กูคิดถึงก็มี ป. คนเดียววะ ที่กูรู้สึกว่ากูอยู่แล้วตื่นเต้น
     
      :  เหมือนมีความรักตลอดเวลาอะนะ
     
      :  เออ
     
                แล้วของมึงละ
     
      :  ความรู้สึกกูมันจบไปแล้วโว้ย หมดแล้ว ไม่ตื่นเต้นแล้ว
     
      :  เออ
     
      :  แต่กับอีกคนก็ ....
     
      :  ใครอีกฟะ
     
      :  เหอ ... เรื่องลับๆจ๊ะ อะห้อย
     
      :  แล้วแกไม่รู้สึกไรเหรอ
     
      :  ไม่ฟะ  เออ ... ถามจริงอย่างกูเนี้ยมึงรู้สึกยังไง แบบว่าเรื่องหน้าตา หรือนิสัยอะ
     
      :  ก็ ...  มึงอะนิสัยดีนะเฟ้ย แต่ว่าคนที่จะคบมึงได้เนี้ย ต้องคบกันที่นิสัยล้วนๆ
     
      :    กูเนี้ยไม่มีเสน่ห์ขนาดนั้นเลยเหรอ
     
      :  .... ถ้ามึงจะจีบใครก็ต้องเนียนๆโว้ย ปรึกษากูได้นะโว้ย  
     
      :  ( ไอ้ห่า กูอับจนขนาดต้องจีบผู้ชายก่อนเลยเหรอฟะ --- > คิดในใจนะเฟ้ยไม่ได้พูดออกไป  )
       
                เหรอ ...
     
     
                         
     
    เพลงเพราะๆวันนี้ เป็นเพลงหนึงเพลงจาก Ost. NANA ( มีคำแปลด้วยนะ )
     
    ขอบคุณ คุณ  bigwores
     
    ( จากเวปพันทิพห้องเฉลิมไทยด้วยคะ สำหรับ เนื้อเพลง + คำแปล  )
     
    REIRA starring YUNA ITO - ENDLESS STORY

    If you haven't changed your mind
    soba ni ite hoshii yo Tonight
    ถ้าหากเธอไม่ได้เปลี่ยนไป
    ฉันอยากให้เธออยู่เคียงข้างฉันในคืนนี้

    tsuyogaru koto ni tsukareta no
    osanasugita no Everytime I think about you baby
    ima nara ieru I miss you
    It is hard to say I'm sorry
    ก่อนนี้ฉันเคยทำเป็นเข้มแข็ง
    ช่างเด็กเหลือเกิน ทุกๆวันเวลา ตอนนั้น เธออยู่ในทุกห้วงคำนึง
    ตอนนี้ ฉันอยากบอก “คิดถึงเธอ”
    มันยากนักที่จะเอ่ย ขอโทษนะ

    *tatoeba dareka no tame ja naku anata no tameni
    utaitai kono uta wo
    owaranai story tsudzuku kono kagayaki ni
    Always tsutaetai zutto eien ni
    และฉัน อยากจะร้องเพลง เพลงนี้
    ถนอมทุกถ้อยมิใช่ใคร มอบแด่คุณ
    เรื่องราวของความรักที่ไม่เคยดับสิ้น อยู่ในแสงที่ส่องทอดประกายนั้น
    ฉันอยากจะเอ่ย กับคุณตลอดกาลและตลอดไป

    Memories of our time together
    kesanaide kono mama don't go away
    ความทรงจำ ช่วงเวลาที่ร่วมกัน ของเรา
    อย่าให้มันสูญไป พวกเราจะเป็นอยู่เช่นนั้น เช่นเดิมไม่เปลี่ยนไป

    atatakaku tokedashite tashikameru no
    yasashisa no shizuku kono mune ni hirogatteku
    setsunai hodo ni I'm missin' you
    kasaneta te hanasanaide
    มาเริ่มต้น หลวมละลายด้วยความอบอุ่น และมั่นใจ
    หยาดหยดของความเมตตาแผ่ไปทั่วอ้อมอกนี้
    ฉันคิดถึง แต่มันก็แสนเศร้า
    อย่าจากไป จากมือที่เกาะกุ้มกันเลย

    tatoeba kanau nara mou ichido anata no tame ni
    utaitai kono uta wo
    owaranai story taema nai itoshisa de
    tell me why oshiete yo zutto eien ni
    ในครานี้ หากคำอธิฐานนั้นเป็นจริง
    ฉันอยากร้องเพลงนี้เพื่อคุณอีกครั้ง
    เรื่องราวที่ไม่มีวันจบสิ้น ความรักชั่วกัลปาวสาน
    ...บอกฉัน ว่าทำไม ตลอดกาลและตลอดไป
    April 05

    เชงเม้ง

    วันอาทิตย์ที่ 2 เมษายน 2549
     
     
    นอกจากวันนี้จะเป็นวันเลือกตั้งแล้ว ยังเป็นวันเชงเม้งด้วย แตนไปไหว้ทั้งหมด 3 ที่
     
     ซึ่งเหนื่อยและร้อนมากกกกกกกก
     
    พอไหว้เสร็จก็ไปกินข้าวกันที่ร้านทวีชัย เหอ .... ปูนิ่มทอดกระเทียมอร่อยมาก
     
    หลังจากนั้นก็ไปเลือกตั้งละ  ( ไม่บอกหรอกว่าเราเลือกอะไร อิอิ  )
     
    พอกลับมาถึงบ้านประมาณ 4 โมงกว่าๆ  ก็หลับจนถึง 6โมงครึ่งเลย
     
    .....
    ....
    ...
    ..
    .
     
    แสดงว่าเหนื่อยมากกกกก
     
     
    ปล.  ตื่นมาก็มานั่นซักผ้าจนหน้ามัน
    ปอ.  เมื่อวานไปงานสัปดาห์หนังสือมาแบบหงุดหงิดสุดๆ
    March 27

    My old song

    ถึงจะเลยวันวาเลนไทน์ไปแล้ว แต่ก็ยังชอบเพลงนี้ นะจ๊ะ
     
    My Valentine - Jim Brickman feat.Martina Mcbride
     
    If there were no words
    No way to speak
    I would still hear you

    If there were no tears
    No way to feel inside
    I'd still feel for you

    And even if the sun refuse to shine
    Even if romance ran out of rhyme
    You would still have my heart
    Until the end of time
    You're all i need
    My love, my valentine

    All of my life
    I have been waiting for
    All you give to me
    You've opened my eyes
    And showed me how to love unselfishly

    I've dreamed of this a thousand times before
    In my dreams i couldnt love you more
    I will give you my heart
    Until the end of time
    You're all i need
    My love, my valentine

    La da da
    Da da da da

    And even if the sun refuse to shine
    Even if romance ran out of rhyme
    You would still have my heart
    Until the end of time
    Cuz all i need
    Is you, my valentine

    You're all i need
    My love, my valentine

     
     
    ปล. ใครก็ได้แปลเพลงนี้ให้ที่